ReadyPlanet.com
dot dot
dot
รับข่าวสาร Momyclub

dot
dot
ตะกร้าสินค้า
dot
จำนวน : 0 ชิ้น
ราคา : 0.00บาท
bullet ดูสินค้า
bullet ชำระเงิน
dot
หมวดหมู่สินค้า
dot
สินค้าสำหรับคุณแม่
สินค้าสำหรับเด็ก
สินค้าอื่นๆ


Go to medela
Go to munchkin


ทำไมให้นมแม่อย่างเดียวตั้ง 6 เดือน

6 เดือนแรกนมแม่อย่างเดียว
        ต้องขอทำความเข้าใจไว้ก่อนว่าไม่ใช่จะให้นมมอย่างเดียว 6เดือนแล้วก็หยุดให้ ในที่นี้หมายถึง ในระยะลูก6 เดือนแรก ให้ลูกได้กินนมแม่อย่างเดียวอย่างเต็มที่ หลังจากนั้นก็ให้ลูกกินนมแม่ต่อได้ แต่ให้กินคู่กับอาหารเสริมตามวัยที่เหมาะสมจนลูกอายุ 2 ขวบหรือนานกว่า


        ทารกยุค 50 ปีที่แล้ว จะได้รับคำแนะนำให้ได้รับนมแม่ และเสริมน้ำส้มคั้นตั้งแต่ลุกอายุ 1 เดือน ต่อมาก็ขยับเป็น 2 เดือน  3 เดือน จนถึงอายุ 4 เดือน เมื่อ พ.ศ. 2522 และหลังสุดเมื่อ พ.ศ. 2544 องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้นมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนเต็ม สำหรับประเทศไทยเริ่มใช้ พ.ศ. 2546


        จะเห็นได้ว่าใช้เวลากว่า 20 ปี ก่อนจะประกาศเปลี่ยนคำแนะนำการได้รับนมแม่อย่างเดียว จาก 4 เดือน เป็น  6 เดือนเต็ม  เนื่องจากการทบทวนรายงานการศึกษาวิจัย มีข้อมูลแสดงให้เห็นว่าการให้นมแม่แก่ทารกอย่างเดียว ( Exclusive Breastfeeding: ECBF) โดยไม่มีอาหารอื่นแม้แต่น้ำเป็นเวลา6 เดือน มีผลดีต่อสุขภาพทารกและแม่มากกว่าให้เพียง 4 เดือน โดยพบว่าทารกจะมีการติดเชื้อในเรื่องท้องเสีย เรื่องทางเดินหายใจน้อยกว่า แม่มีระยะปลอดประจำเดือนนานขึ้น และมีน้ำหนักลดหลังคลอดได้เร็วกว่า ผลดีเหล่านี้จะเห็นได้ชัดต้องเน้นว่า ทารกต้องได้รับนมแม่อย่างถูกต้องคือ ให้ได้นมแม่อย่างเดียวจริงๆ ไม่มีข้าว กล้วย หรือนมผสมร่วมด้วย การให้ทารกได้รับข้าว กล้วย นมผสมเร็วไปจะทำให้นมแม่สร้างน้อยลงและมีโอกาสนำการติดเชื้อมาด้วย


        ในขณะเดียวกันแม่ต้องใส่ใจเรื่องการกินอาหาร ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีด้วย โดยเฉพาะให้ระมัดระวังการขาดธาตุเหล็กในแม่ระยะตั้งครรภ์ ซึ่งจะส่งให้ถึงการมีต้นทุนธาตุเหล็กสำรองในทารกไม่พอ  กรณีทารกกลุ่มเสี่ยงเช่น ทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักน้อยกว่า2.5 กิโลกรัม   ต้องพิจารณาเสริมธาตุเหล็กให้ด้วย
        หลังการประกาศคำแนะนำก็มีคำถามว่า ทำไมให้นมแม่อย่างเดียวตั้ง 6 เดือน น้ำนมแม่จะพอหรือ ทำไมไม่แนะนำให้กินน้ำด้วย


ทำไมให้นมแม่อย่างเดียวตั้ง6 เดือน
       ระยะหกเดือนแรกหลังเกิด เป็นระยะสำคัญในการสร้างรากฐานการเจริญเติบโตของสมอง ( Critical period of brain growth) และเป็นระยะที่ทารกมีข้อจำกัดในด้าน

  • ความจุกระเพาะอาหารน้อย   
  • การเคี้ยวกลืน ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ฟันยังไม่ขึ้น
  • ระบบน้ำย่อย การดูดซึมพัฒนาได้ไม่เต็มที่
  • ระบบคุ้มกันยังไม่แข็งแรง เช่น ภูมิคุ้มกัน Secretary IgA ซึ่งมีความสำคัญในการปกป้องทางเดินอาหาร และทารกยังสร้างเองได้ไม่เต็มที่

ดังนั้น การได้รับในแม่อย่างเดียวเนื่องจาก

  • นมแม่มีชนิดของไขมันที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของสมอง เช่น สาร Cerebrocide , Long  chain polyunsaturated fatty acid, DHAA  ( Docorahexaenoic acid ) , AA ( Arachidonic acid ) ฯลฯ  และสามารถนำไปใช้ได้เต็มที่ เพราะมีสารช่วยย่อยไขมันมาพร้อมด้วย  ไขมันในนมแม่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 50 ซึ่งเหมาะสมกับสมองเด็กกำลังโต  ในขณะที่ ข้าว กล้วย มีไขมันต่ำมาก
  • นมแม่มีสารอื่นๆ ที่มีบทบาทสนับสนุนอีกมาก เช่นสารทอรีน ( Taurine ) สารกระตุ้นการพัฒนาประสาท (Nerve Growth Factor ) เอนไชม์ฮอร์โมนต่างๆ เป็นต้น
  • ถ้าได้รับอาหารอื่น  อาหารอื่นจะไปแย่งที่นมแม่ทำให้ทารกได้รับนมแม่น้อยลง
  • การได้อาหารอื่น ทำให้แม่สร้างน้ำนมได้น้อยลง
  • สมรรถภาพของตับไต ยังไม่แข็งแรงดีพอ ในการรับอาหารอื่น ถ้าเราพิจารณาจากพัฒนาการทางร่างการอย่างเดียว เราอาจเห็นว่า ทารกน่าจะพร้อมกินอาหารอื่นได้ตั้งแต่อายุ 4 เดือนเพราะเริ่มทำท่าอยากเคี้ยว สนใจเวลาผู้ใหญ่กินอาหาร กลืนเป็น ตวัดลิ้นได้แล้ว แม้จะต้องประคองนั่ง แต่ถ้าดูความพร้อมด้านอื่น เช่น ด้านภูมิคุ้มกัน กว่าทารกจะสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีประมาณ 6 เดือนไปแล้ว  ด้านพัฒนาการทางเดินอาหารในระยะอายุน้อยกว่า 6 เดือน เซลล์เยื่อบุลำไส้ยังอยู่กันห่างๆ น้ำย่อยยังมีไม่พอ น้ำย่อยแป้งทั้งจากต่อมน้ำลายและตับอ่อนซึ่งต้องช่วยกันย่อยแป้ง พบว่าน้ำย่อยแป้งจากตับอ่อนจะมีเพียงพอเมื่ออายุ 4-6 เดือน  สำหรับน้ำย่อยน้ำตาลชนิดอื่น จะสมบูรณ์เมื่ออายุประมาณ 7 เดือน  น้ำย่อยไขมันจากตับอ่อน และน้ำดีซึ่งสำคัญในการย่อยไขมัน ก็พบว่าจะสมบูรณ์เหมือนผู้ใหญ่มีทารกอายุประมาณ   6-9 เดือน
  • การได้รับอาหารอื่นในระยะนี้ จึงเหมือนการนำสิ่งแปลกปลอมผ่านไป ก่อให้เกิดการติดเชื้อ เช่น โรคท้องเสีย และการแพ้ เช่น โรคแพ้โปรตีนนมวัวได้
  • นมผสม ข้าว กล้วย ไข่ หรืออาหารอื่นๆ นับเป็นสิ่งแปลกปลอม เด็กโต คนโตๆ ที่มีร่างกายพัฒนาดีแล้ว สามารถย่อยอาหารเหล่านั้นจนเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่ลดความแปลกปลอม จนไม่ทำให้แพ้ แต่ทารกวัยนี้ยังไม่สามารถจัดการได้ ก็เลยต้องดูดซึมแบบโมเลกุลใหญ่ๆ ติดความแปลกปลอมไปด้วย หลุดลอดเข้าไปกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ก็เกิดอาการแพ้ขึ้น ในรายที่แพ้เร็ว คุณแม่จะให้ประวัติว่าพอเริ่มให้ลูกกินนมผสมครั้งแรก ลูกก็มีผื่นขึ้นทันที บางรายก็ท้องเสีย ในระยะนี้ ทารกจึงควรได้นมที่เป็นโปรตีนของคนคือนมแม่ ไม่ควรให้ได้รับโปรตีนจากสัตว์อื่นโดยไม่จำเป็น
  • ถ้าทารกได้รับนมแม่อย่างเดียว สารกระตุ้นเยื่อบุทางเดินอาหารในน้ำนมแม่จะช่วยให้เยื่อบุลำไส้มีการเจริญเติบโตดี  สารภูมิคุ้มกัน SIgA ในนมแม่ ช่วยป้องกันการติดเชื้อ สาร Bifidous factor และสาร Oligosaccharie ในนมแม่ ช่วยให้ลำไส้ทารกมีแบคทีเรียชนิดดี ทำให้ทารกปลอดภัยจากการติดเชื้อในลำไส้ได้ดี และช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนั้น ทารกจะได้ไขมันที่มีคุณภาพ มีปริมาณพลังงานเหมาะกับระยะที่สมองกำลังเจริญเติบโต คือมีปริมาณพลังงานจากไขมันถึงร้อยละ 50

       ระยะการได้รับนมแม่อย่างเดียวจึงลดโอกาสเจ็บป่วย ลดโอกาสการแพ้ ทำให้ทารกมีโอกาสเติบโตเต็มที่ ดังนั้น เวลาที่เหมาะสมที่จะให้อาหารอื่นเข้ามา จึงควรเป็นเวลาที่ทารกมีความพร้อมในหลายๆด้านคือ ซึ่งน่าจะมีความพร้อมกว่าเมื่ออายุใกล้ 6 เดือน


ข้อมูลจากหนังสือสารานุกรมการเลี้ยงดูเด็ก เล่ม1 หน้า  356-358

 




เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแม่และเด็ก

หัดเยอรมัน (Rubella) อันตราย...ที่มิใช่เพียงแค่หวัด
การเลือกใช้น้ำมันพืชกับอาหารเด็ก
การปัสสาวะรดที่นอนในเด็ก
นมแม่แน่ขนาดไหน article
การศึกษาระดับเชาว์ปัญญาในเด็กที่กินนมแม่ article
การเลี้ยงดูลูก...ด้วยนมแม่ article
ลูกได้รับน้ำนมแม่เพียงพอหรือไม่ article
ป้องกันก่อน มั่นใจกว่า กับไวรัสโรต้า article
โรคมือเท้าปาก article
การหลับไม่ตื่นในเด็กทารก (Sudden Infant Death Syndrome) article



Copyright © 2011 All Rights Reserved.

อีเมล์สอบถาม : info@momyclub.com อีเมล์ฝ่ายขาย : sale@momyclub.com